มีประกันสุขภาพแล้ว ควรทำประกันโรคร้ายแรงเพิ่มไหม? คำตอบขึ้นอยู่กับความคุ้มครองที่มีอยู่ เงินสำรอง ภาระของครอบครัว และงบประมาณที่สามารถจ่ายได้ในระยะยาว
การมีประกันสุขภาพช่วยเตรียมรับมือค่ารักษาพยาบาล แต่เมื่อเจ็บป่วยจนต้องหยุดงาน สิ่งที่ควรวางแผนเพิ่มเติมคือรายได้และค่าใช้จ่ายที่ยังดำเนินต่อไป การทบทวนความคุ้มครองทั้งสองด้านจึงช่วยให้เห็นว่าเรามีส่วนไหนที่พร้อมแล้ว และส่วนไหนที่ยังต้องเตรียมรับมือ
ประกันสุขภาพกับประกันโรคร้ายแรง ต่างกันอย่างไร?
ประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาตามรายการ วงเงิน และเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด หรือค่าบริการทางการแพทย์ ทั้งนี้อาจมีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง
ส่วนประกันโรคร้ายแรงแบบจ่ายเงินก้อน จะจ่ายผลประโยชน์เมื่อการเจ็บป่วยเข้าเกณฑ์โรค ระยะของโรค และเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา ผู้ได้รับผลประโยชน์สามารถนำเงินไปจัดการค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นได้
การตรวจพบโรคจึงไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินทุกกรณี ต้องตรวจสอบรายละเอียดของแบบประกันที่ถืออยู่ด้วย
มีประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรอีก?
ลองถามตัวเองว่า หากต้องหยุดทำงานเพื่อรักษาหรือพักฟื้น รายได้จะลดลงมากน้อยเพียงใด และครอบครัวยังมีรายจ่ายอะไรที่ต้องดูแล
ค่าใช้จ่ายที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่
* ค่าใช้จ่ายประจำวันของตัวเองและครอบครัว
* ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ และภาระหนี้
* ค่าเล่าเรียนหรือค่าเลี้ยงดูบุตร
* ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล
* ค่าผู้ดูแลหรือค่าใช้จ่ายระหว่างพักฟื้น
ควรตรวจสอบก่อนว่าค่าใช้จ่ายแต่ละรายการมีสวัสดิการหรือความคุ้มครองเดิมช่วยอยู่แล้วหรือไม่ เพื่อวางแผนเฉพาะส่วนที่ยังขาด
ใครบ้างที่ควรทบทวนความคุ้มครองโรคร้ายแรง?
ผู้ที่เป็นรายได้หลักของครอบครัว มีคนอยู่ในความดูแล หรือมีภาระผ่อนชำระ อาจเริ่มจากประเมินว่าครอบครัวจะจัดการรายจ่ายอย่างไรหากรายได้ของตนลดลง
สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของกิจการ ควรตรวจสอบด้วยว่าช่วงหยุดงานยังมีรายได้เข้ามาหรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายของกิจการที่ต้องจ่ายต่อเนื่องเท่าไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องซื้อประกันเพิ่ม หากมีความคุ้มครองเดิมและเงินสำรองเพียงพอ อาจเลือกทบทวนแผนเมื่อรายได้ ภาระครอบครัว หรือสวัสดิการเปลี่ยนแปลง
เลือกวงเงินประกันโรคร้ายแรงอย่างไร?
เริ่มจากรวบรวมข้อมูลของตัวเองก่อนเปรียบเทียบแบบประกัน โดยพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
1. ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนของครอบครัว
2. ระยะเวลาที่ต้องการเตรียมเงินรองรับหากรายได้ลดลง
3. ภาระหนี้และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น
4. เงินสำรองและผลประโยชน์จากประกันเดิมที่นำมาใช้ได้
5. งบประมาณเบี้ยประกันที่จ่ายต่อเนื่องได้
อย่านับเงินเก็บทั้งหมดเป็นเงินพร้อมใช้ หากบางส่วนมีไว้สำหรับการศึกษาบุตร การเกษียณ หรือเป้าหมายอื่น ควรแยกให้ชัดว่าเงินส่วนใดสามารถนำมาใช้ในช่วงเจ็บป่วยได้จริง
วงเงินที่เหมาะสมจึงอาจต่างกันในแต่ละคน และควรพิจารณาควบคู่กับความสามารถในการจ่ายเบี้ยระยะยาว
ก่อนตัดสินใจ ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?
ก่อนเลือกแบบประกัน ควรอ่านรายละเอียดและสอบถามให้เข้าใจ โดยเฉพาะ
* โรคและระยะของโรคที่ได้รับความคุ้มครอง
* หลักเกณฑ์การวินิจฉัยและการจ่ายผลประโยชน์
* ข้อยกเว้นและระยะเวลารอคอย
* เงื่อนไขการมีชีวิตรอดหลังการวินิจฉัย หากแบบประกันกำหนด
* จำนวนครั้งที่จ่ายได้ และความคุ้มครองที่เหลือหลังได้รับเงิน
* ระยะเวลาคุ้มครอง ระยะเวลาชำระเบี้ย และเงื่อนไขเบี้ยประกัน
ควรให้ข้อมูลสุขภาพตามความเป็นจริงในการสมัคร และตรวจสอบผลการพิจารณารับประกันก่อนตัดสินใจ
มีประกันกลุ่มแล้ว ควรทำประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มไหม?
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงจาก AIA
คำถามที่พบบ่อย
มีประกันสุขภาพแล้ว จำเป็นต้องซื้อประกันโรคร้ายแรงทุกคนไหม?
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ควรประเมินความคุ้มครองเดิม เงินสำรอง ภาระครอบครัว และงบประมาณก่อน เพื่อดูว่ามีความจำเป็นต้องเสริมส่วนใด
ประกันโรคร้ายแรงใช้แทนประกันสุขภาพได้ไหม?
ทั้งสองแบบมีหน้าที่ต่างกัน การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งควรพิจารณาว่าต้องการเตรียมรับมือค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายช่วงรายได้ลดลง และแบบประกันนั้นตอบโจทย์ได้เพียงใด
ควรเริ่มทบทวนจากตรงไหน?
รวบรวมกรมธรรม์เดิม ตารางผลประโยชน์จากที่ทำงาน และรายการค่าใช้จ่ายจำเป็น แล้วเปรียบเทียบกับเงินสำรองที่มี เพื่อเห็นภาพความพร้อมของตัวเองก่อนเลือกแผนเพิ่มเติม
ให้เราช่วยทบทวนความคุ้มครองของคุณ
หากยังไม่แน่ใจว่าความคุ้มครองที่มีอยู่ตอบโจทย์เพียงใด สามารถนำรายละเอียดกรมธรรม์และสวัสดิการมาพูดคุยกับเรา เพื่อทบทวนความต้องการและวางแผนให้เหมาะกับงบประมาณของคุณ
TUU Planner — เลือกวางแผนดี ชีวิตมั่นคง
ความคุ้มครองและการพิจารณารับประกันเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจ